นิยายเที่ยวสิงคโปร์ : Chapter 11_Day2: ท่าจะเฮง...ถ้าจัดเป็น (ซิงกะโปโล : Singapolo)


            การอธิษฐานขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การเชื่อโชคลาง หรือการทำอะไร แล้วเชื่อว่า เป็นมงคล เป็นพื้นฐานจิตวิญญาณของชาวเอเชียทั่วไปมาช้านานและในปัจจุบันก็ยัง มีอยู่คนไทยนี่ชัดเจน และแม้ว่า Singapore City Gallery จะบอกเราว่าแผนการพัฒนา ต่างๆ มาจากหลักการณ์และเหตุผล แต่ความจริงอีกด้านหนึ่งสิงคโปร์ก็ถือว่าเป็นดิน แดนที่เชื่อเรื่องฮวงจุ้ยอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน (ก็น้ำพุตรงตึก Suntec ที่เราไปเยี่ยมมาแล้ว นั่นไงเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์) และถ้าไล่ย้อนไปยุคก่อน สถานที่สำคัญที่ผูกกับหลักฮวงจุ้ย  อย่างเห็นได้ชัดเจนก็หนีไม่พ้น “Boat Quay” (โบ๊ทคีย์)


            หลังจากเดินย้อนมวลมหาประชาชนเหล่านักชอปที่คราคร่ำเบียดเสียดก็มาถึงที่หมายเดิม MRT:Chinatown เลือกรถไฟสายสีม่วงมาลงสถานี Outram Park แล้ว เปลี่ยนมาเป็นสายสีเขียวเล่นอีก 2 สถานีมาลง MRT:Raffles Place ใช้เวลานิดเดียว ประมาณ 12 นาทีชิลๆ
            “โบ๊ทคีย์” แห่งนี้เป็นท่าเรือประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ของสิงคโปร์ เมื่อเรือล่องเข้า มายังในอ่าวและเข้าสู่แม่น้ำสิงคโปร์จะเจอโบ๊ทคีย์เป็นท่าแรก จึงไม่แปลกถ้าที่นี่จะคึก  คักเป็นย่านการค้าและขนส่งที่สำคัญมาตั้งแต่ยุค 1860 แต่นอกเหนือปัจจัยใดๆ ก็ตาม “โบ๊ทคีย์” ก็เฮงมาตั้งแต่เกิดแล้วเพราะมีลักษณะโค้งคล้ายท้องปลาคาร์พ ซึ่งชาวจีนเชื่อ ว่าเป็นทำเลมหาเฮง มีความมั่งคั่งและเจริญรุ่งเรือง
            ความเฮงยังสืบต่อจากอดีตมาถึงปัจจุบัน ย่านนี้กลายเป็นย่านธุรกิจสำคัญที่ เต็มไปด้วยตึกสูงไปเสียแล้ว แต่เวิ้งท้องปลาคาร์พยังคงมี “ช้อปเฮ้าส์” (ตึกแถวยุคเก่า) ถูกอนุรักษ์ไว้อยู่ และด้วยบรรยากาศเก๋ๆ ริมน้ำนี้จึงได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ร้าน
อาหาร ผับ บาร์ในยามค่ำคืน (ถ้าไปกลางวันร้านต่างๆ จะปิด เหงาๆ นิดนึง แต่ถ้าไป
กลางคืนติ๊ดชึ่งแน่นอน)

             ไหนๆ ก็วนมาเรื่องคลองทำให้นึกอะไรออกได้อย่างหนึ่ เป็นทฤษฏีที่ผมออก แนวจะคิดเองนะครับ... คือผมว่า เราจะตัดสินได้คร่าวๆ ว่าประเทศไทยพัฒนา กำลังพัฒนา  ให้ดูได้จากแม่น้ำหรือคลองครับ
            ตามประวัติศาสตร์ที่ผมเคยผ่านตามาบ้าง มักมีเรื่องคล้ายๆ กับของประเทศ ด้อยพัฒนาคือ จากสภาพบ้านเมืองที่เวอร์จิ้นใสสะอาดเป็นตัวเอง พอจะเริ่มพัฒนา ให้ทันเขาความเละเทะจะเกิดขึ้น ขยะ แหล่งเสื่อมโทรม สิ่งแวดล้อมถูกทำลงตัวชี้วัด หนึ่งคือ “คลองและแม่น้ำ” จะเน่าเหม็นไปเป็นผลจากการใช้งานอย่างไม่รักษาและคน ไม่มี จิตสำนึกหรืออาจจะเป็นไปได้ว่ารัฐบาลในช่วงนี้กำลังเร่งพัฒนาอย่างอื่นมากกว่า จนลืมมองกลับมาในเรื่องนี้ ท้ายที่สุดเมื่อตัวเองเริ่มอยู่ดีกินดีพัฒนาแล้วทุกด้านสิ่งที่ฟ้อง
ความหลงลืมของคนในสังคมก็คือคลองที่สาหัสไปแล้วและสิ่งที่ประเทศกำลังพัฒนาที่ได้พัฒนาแล้วจะหันมาให้ความสำคัญคือ การเยี่ยวยาสิ่งแวดล้อม “การดูแลคลองให้กลับมาใส ใช้ได้เหมือนเดิม”
            ตัวอย่างประเทศที่เกิดเดจาวูนี้ ก็คลอง “ชองเกชอน” เกาหลีใต้... คลองที่เคยสำคัญและเป็นฮองจุ้ยหลักของ “โชซอน” สมัยปกครองโดยกษัตริย์ เมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนไป คลองนี้ก็ถูกละเลย มีบ้านเรือนมาตั้งจนกลายเป็นชุมชนแออัด และแน่นอนคลองก็
เน่าเหม็น  ในยุคต่อมารัฐบาลเลยจัดการถมคลอทิ้งเสีย แล้วสร้างทางยกระดับทับซะเลย กลายเป็นเหมือนบ้านเรา คือรอบๆ ทางยกระดับก็มีชุมชน “ใต้ทางด่วน” เกิดขึ้น... และแล้วการหวนระลึกวัยหวานก็เกิดขึ้นในยุค “นายอี มย็อง บัค ในปี 2002” ที่กล้าเปลี่ยนแปลงสั่งทุบทางด่วนเพื่อให้คลองโบราณและเคยเป็นฮวงจุ้ยที่ดีของโชซอนกลับคืนมา มีการออกแบบและวางแผนคลอง “ชองเกซอน” นี้ขึ้นมาใหม่ และผลก็สำเร็จ  ปัจจุบันนอกจากคลองนี้จะเป็น “โอเอซิส” กลางเมือง ที่สวนงามและยังสุนทรีแล้ว ยังรับหน้าที่สถานที่จัดงานต่างๆระดับชาติของเกาหลีอีกด้วยและที่สำคัญเป็นสถานที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เชิดหน้าชูตาได้ไม่น้อย และหากใครยังนึกภาพไม่ออกว่าคลองหน้าตาเป็นแบบไหน ให้ลองไปเกิดหนัง “กวน มึน โฮ” ฉากที่หนูนา ตะโกนจากสะพาน กินเป๊ปซี่หมดขวดและเลอ!!! นั่นแหละที่ผมพูดถึง
            กลับมาที่ “โบ๊ทคีย์” ครับ... แม่น้ำสิงคโปร์ก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะเมื่อแม่น้ำนี้มีทั้งท่าเรือยุบยับ ที่พัก ร้านอาหาร แหล่งค้าขาย นี่ยังไม่นับรวมคนงานที่อาศัยอยู่ในเรืออีก.... ความเสื่อมย่อมก็ต้องมาเยือนแม่น้ำสิงคโปร์เข้าสักวัน
            “ลี กวน ยู” (นายกสิงคโปร์คนประวัติศาสตร์ที่ดังไม่ทั่วโลก..แต่ผมเพิ่งจะรู้จักหลังจากกลับจากทริปนี้... และเดี๋ยวเล่าให้ฟังว่าไปทำเรื่องหน้าแตกโชว์เปิ่นอะไรไว้บ้าง) ก็ผุด “ The Clean River Project” ขึ้นในปี 1977 เพื่อชุบชีวิตแม่น้ำสิงคโปร์ให้กลับมา
สวยงามดังเดิม นอกจากจะเก็บกวาดขยะออกไป สร้างทำนบใหม่ที่สวยงาม แล้วก็ยังจัดระเบียบเรื่องเรือ เรื่องการใช้แม่น้ำอีกด้วย และแม่น้ำสิงคโปร์ก็กลับมาสวยใส(แบบเขียวๆ) ให้เราได้เจริญตาเหมือนปัจจุบัน ด้วยการใช้เวลากว่า 10 ปี งบประมาณ 200 ล้านเหรียญ
            และแน่นอน... เมื่อน้ำใส เมืองสวย...โบ๊ทคีย์ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่แรกๆ ที่ “เป็ดเหลือง” เคยไปลอยตุ๊บป่องมาแล้ว


       แม้แม่น้ำสิงคโปร์จัดถูกจัดระเบียบจนสวยงามทันสมัย แต่สิ่งที่ขาดหายไปจากปฏิบัติการนี้คือ “วิถีชีวิตริมน้ำ” ของคนสิงคโปร์ (คล้ายๆ วิถีริมน้ำของคนไทยนั่นแหละ) เพื่อหวนรำลึกถึงสิ่งที่เคยมีอยู่ บริเวณโบ๊ทคีย์ เราจึงเห็นเหล่ารูปปั้นทองแดง “People of the River” ตั้งเรียงรายอยู่ตลอด ไล่มาตั้งแต่ ตรงโรงแรมเดอะฟูลเลอร์ตันมาเลย และสังเกตกันให้ดีนะครับ เพราะว่าเหล่ารูปปั้นนี้จะแทรกซึม อยู่ในมุมเล็กมุมน้อยด้วย ที่ผมชอบมากๆ คือรูปปั้นแมว Kucinta Cat แม่ลูกฝูงหนึ่งแอบ  อยู่ตรงตีนสะพานคาเวนาห์
...เรียกว่างานละเอียด


            และโปรดสังเกตรูปปั้นเด่น เซอร์ราฟเฟิลนั่งไขว่ห้างคุยอยู่กับ คนจีนและ คนแขก ขอแนะนำให้ทดท่าเซอร์ฯ คนนี้ไว้ในใจ!!!


            อีกทีหนึ่งที่ผมอยากมาเหยียบและเห็นกับตา แต่ครั้งที่มากับที่บ้าน พี่ชายส่ายหัวแล้วบอกว่า “ไม่เห็นมีไร” ก็คือสะพานที่ชื่อประหลาดว่า “คาเวนาห์” (Cavenagh Bride) ซึ่งก็สืบได้ว่าชื่อสะพานมาจากชื่อของเซอร์ออร์ฟัว คาเวนาห์

       สะพานเหล็กสีขาวนี้เป็นสะพานแขวนแห่งเดียวในประเทศที่ สุดคลาสสิคด้วย รูปทรงสวยมากๆ แต่ที่เห็นดูอ่อนช้อยอ้อนแอ้นแบบนี้ กลับต้องรับหน้าที่อันบึกบึนทีเดียวเพราะสร้างขึ้นเพื่อ ใช้ระบายการจราจรที่ติดขัด ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1868 ด้วยความไม่ธรรมดาเพราะว่าตัวสะพานนี้เมดอินสกอตแลนด์ทั้งหมดและอิมพอร์ทมารวมร่างที่สิงคโปร์อีกที เนื่องจากสะพานแห่งนี้แก่มากแล้ว ปัจจุบันก็เลยห้ามรถวิ่งผ่าน  อนุญาตให้คนวิ่งเล่น อวดหน้าตาหล่อๆ ให้นักท่องเที่ยวถ่ายรูปคู่อัพ IG อย่างเดียว (ผมเป็นหนึ่งในนั้น 555)

            ผมพยายามจะถ่าย self portrait (เซฟพอรเทรต) ตัวเอง (สมัยนี้เรียก Selfi!!! ) เดินอยู่บนสะพาน แต่ไม่รอดครับ คนเดินมาบังหน้ากล้องบ้างล่ะ!  ไม่มีที่วางกล้องแบบมุมดีๆ บ้างล่ะ! วางบนราว สะพานก็กลัวกล้องตกน้ำบ้างล่ะ!วางกล้องได้ก็ย้อนแสงถ่ายออกมาหน้ามืดบ้างล่ะ! เล่นเอาเพลีย  เลยตัดใจไม่ถ่ายบนสะพาน เดินข้ามจากฝั่งจากฝั่งโบ๊ทคีย์ มาอีกด้านหนึ่ง แทน

            พอมองย้อนกลับไปที่สะพาน รู้สึกว่าสิ่งหนึ่งที่เข้ากับสะพานมากๆ เหมือนเกิด มาคู่กันราวกิ่งทองใบหยก ห่อหมกใบยอ ก็คืออาคารสไตล์นีโอคลาสสิค สีพาสเทล ที่ชื่อว่า “เดอะฟูลเลอร์ตัน” The Fullerton  โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว มีห้องพักตั้ง 400 ห้องซึ่งเดิมเป็นอาคารที่ทำการไปรษณีย์ก่อนจะเปลี่ยนหน้าที่เป็นโรงแรมแพงระยับงานระยิบในปี 2,000 ตอนรับช่วง Y2K นี่เอง สำหรับที่นี่ผมบรรยายความสวยงามได้ เพียงภายนอกนะครับ ส่วนภายในและบริการเอาไว้รวยแล้วได้ไปพักจะกลับมาเล่าให้ฟัง ครับ อ๋อ... เขาร่ำลือกันมาด้วยว่าบรรยากาศหน้าโรงแรม เหมือนกับอารมณ์คล้ายกับ อ่าวซัดนีย์แบบเด๊ะๆ (Sydney Harbor) ซึ่งเดี๋ยวรอให้ผมได้ไปแดนจิงโจ้สักครั้ง ก่อน แล้วจะกลับมาบอกว่ามันเหมือนจริงหรือเปล่า


            กิจกรรมหนึ่งเราสามารถแยกนักท่องเที่ยวได้ออกจากชาวสิงคโปร์ได้ก็คือ การล่องเรือชมวิวในแม่น้ำสิงคโปร์ครับ โปรแกรมเท่าที่ดูก็คือนั่งเรือจากท่าเรือคาร์คคีย์ ย้อนมาทางโบ๊ทคีย์ออกไปอ่าวมารีน่าแล้วเรือก็จะชะลอจ่อตูดเรือตรงหน้าเมอร์ไลออนให้ได้เห็นชัดๆ ก่อนจะพากลับมาที่เดิมซึ่งกิจกรรมนี้ผมตัดออกไปจากการวางโปรแกรม เลยครับเพราะมีประสบการณ์จากการนั่งเรือชมรอบเกาะเกร็ด นั่งเรือรอบอยุธยา นั่งเรือ ล่องเจ้าพระยา ได้เห็นวิวสวยๆ ก็จริง แต่ก็ไกลเกินจะเอื้อม และก็เห็นแค่ แวบไปแวบมา เลยตัดสินใจไม่เสียเงินกับกิจกรรมนี้  แต่สำหรับเพื่อนร่วมแจมทริปของผมอีก 2 คน พี่โท และนุ๊ก ที่ตอนนี้คงสุด เหวี่ยง อยู่ที่ยูนิเวอร์ซัล ใคร่จะลองล่องเรือชมวิวเอามากๆ และยัง รบเร้าผมแบบถี่ยิบ แต่ขออภัยสายแข็งอย่างผมไม่มีใจอ่อน

             พอเดินไปเดินมาก็เริ่มชินกับสถานที่ครับ ความตื่นเต้นในครั้งแรกๆ ที่ได้เจอ กลับเข้าสู่โหมดมีสติคงที่ แล้วความดราม่าแบบประวัติศาสตร์ก็แวบขึ้นมาในหัว จริงๆ ผมว่าสมัยก่อนนักเดินเรือที่ล่องเข้ามาในอ่าวสิงคโปร์ แล้วมองหาแผ่นดิน หรือจุดจำ อะไรสักอย่าง ผมว่าก็คงโบ๊ทคีย์นี่แหละครับ คงคล้ายอารมณ์วัดอรุณของไทย ที่นักเดิน เรือชาว ยุโรปมักบันทึกไว้เสมอว่าเมื่อไหร่ล่องจากอ่าวไทยเข้ามาเรื่อยๆ สิ่งยื่นยันว่า ถึง สยาม​แล้วนั่นก็คือวัดอรุณ  แต่เดี๋ยวนี้อ่าวสิงคโปร์ถูกปิดลงแล้ว  เรือใหญ่เข้ามาไม่ได้ และหน้าบ้านที่ยืนยันว่ามาถึงแดนสิงโต ก็กลายเป็นมาริน่าเบย์และสิงโตเมอร์ไลออน ที่พ่นน้ำต้อนรับอยู่อย่างหวือหวา คนส่วนใหญ่ก็เลยตื่นเต้นจนหยุดการค้นหาลงที่หน้า บ้านใหม่และละเลยหน้า บ้านเก่าอันแสนคลาสิคไปโดยปริยาย... การมาเที่ยวที่นี่ของ ผมและที่บ้านเมื่อเดินมกราคที่ผ่านมาก็ตกอยู่ในหลุมนั้น... คราวนี้ได้มาเจอหน้าบ้าน หลังเก่าที่เล็กแต่ลึก ก็อดนึกอยากให้แม่พ่อพี่ มาเห็นที่นี่สักครั้งหนึ่งด้วยเหมือนกัน...

            จากมุมฝั่งตรงข้ามนี้ ผมหามุมใต้ร่มไม้ลดพัดเย็นๆ นั่งพักทอดสายตามอง กลับไปที่โบ๊ทคีย์ที่มีฉากหน้าเป็นแม่น้ำสิงโปร์ทางแอ่งท้องปลาคาร์ฟ มองตามตลิ่งที่ทำเป็นขั้นบันได ก็จะเจอตึกแถวคลาสสิค และมีฉากหลังเป็นตึsกออฟฟิศที่สูงชะรูด เหมือน  กราฟความเฮงของท่าเรือนี้ที่แทงตัวสูงขึ้นจากอดีต มาคิดอีกทีแล้วเริ่มสับสนว่า

                 “โบ๊ทคีย์ นี่มันเฮงแบบ Born To Be หรือ Try To Be กันแน่นะ     




ติดตามตอนต่อไป Chapter 12 Day 02 เร็วๆ นี้


อ่านตอนเก่า

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เรื่องย่อ “Frozen” (Disney's) โฟรเซ่น - ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ” : จากมุมมองของผม หลังชม (review)

สไปร์ท ฮอร์โมน : ซ่าๆ ใสๆ (กินสไปร์ท ต้องใส่ถุง) : (Hormones วัยว้าวุ่น เดอะซีรีย์)

รองเท้านักเรียน ที่พาเราขบถเล็กๆ แบบเท่ๆ (รีวิวร้องเท้านักเรียนปี 2557)