นิยายเที่ยวสิงคโปร์ : Chapter1_Day1: ติดปีก (ซิงกะโปโล : Singapolo)


         “เป็นภาพที่สวย ราวกับจิตรกรวาดขึ้นจากจินตนาการอันไร้ข้อจำกัด เวิ้งน้ำใส ถูกล้อมไว้ด้วยตึกสูง ที่เด่นสุดเห็นเป็นอาคารขาวทรงดอกบัวที่บานเต็มที่ สนามกีฬาที่ลอยน้ำอยู่ตอนนี้ไม่ใช่ถูกใช้ในการแข่งขันกีฬาของคน  แต่การเป็นการแข่งขันช่วงชิง
พื้นที่กันระหว่างกลางวันและกลางคืน ผลจากการแข่งขันคือฉากหลังของบารีน่าเบย์ใน ยามนี้เป็นท้องฟ้ายามเย็นที่ไล่สีจาก ฟ้า เทา และส้ม งามอย่างน่าอัศจรรย์
         ผมที่ ซึ่ง....ตัวสั่นไหว ดัง ครืด ครืด....ตือ ดือ ดึ๊ง....ก็...........”
      
         ก็...ลืมตาตื่นขึ้นสิครับ  กายละเอียดที่ติดปีกหนีจากกายหยาบไปชั่วครู่ กลับมาสิงสู่ในที่ที่ ควรอีกครั้ง  รู้สึกตัวของตนอีกทีก็คือพบว่าตัวเองนั่งตัวเหลวไหลเลื้อยบนเบาะหลังของรถแท็กซี่และ เผลอหลับไป ไอโฟนที่ถือยู่ในมือนี่แหละครับที่ปลุกผมขึ้นมา


                 “พี่โทกำลังจะบิน”
ในภาพที่ยกนิ้วโป้งใส่เสื้อฮอร์โมน เดอะซีรีย์ ยกนิ้วนั้นคือ “พี่โท”ครับ  ส่วนอีกคนที่ นอนแอ้งแม้งพิงเสานั้นคือเพื่อนของพี่โทครับ (ซึ่งยังไม่รู้ชื่อและเพิ่งเห็นหน้านี่ แหละ)  พี่โทแท็กชื่อผมใน IG ครับ มันเลยเด้งเตือน...แต่คนเพิ่งตื่นก็สะลึมสะลือน่ะครับ  จะพิมพ์ตอบยาวๆ ว่า “เดินทางสวัสดิภาพนะครับ คริคริ เจอกันที่สิงคโปร์ ”ก็จะยาวไปหน่อย... เลยขอส่งข้อความทั้งหมด ผ่านการ “คลิก Like” ให้หนึ่งครั้งก็แล้วกัน
            วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม 2556 ครับ หากเป็นวันที่ปกติสุขวันนี้จะเป็นวันศุกร์ ที่ผมต้องไปทำงาน เแต่เช้านี้ต่างออกไปครับ ผมลาพักร้อน และกำลังจะไปเที่ยวครับ, สิงคโปร์, ไปแบบบุกเดี่ยว 4 วัน 3...  และอย่างที่บอกครับวันนี้ไม่ค่อยปกติสุขเท่าไหร่ ทุกอย่างดูเหมือนจะพังพินาศตั้งแต่จุดเริ่มต้น
            เป้าหมายแรกที่ผมต้องบรรลุคือการไปถึงสนามบินก่อน 7.00 น. เพื่อเช็คอิน...ผมจะเดินทาง ด้วยสายการบิน Jet Star 
ไฟล์ท 9.25 น. ครับ ขึ้นบินที่สนามบิน สุวรรณภูมิ เรื่องมันเริ่มจะเพลียตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ ที่กว่าจะจัดกระเป๋าเสร็จก็ปาเข้า
ไปตี 1  นอนได้แป๊ปเดียวตี 5 ก็ต้องตื่น...ถามว่าทำไมตื่นเช้าจังมันมาจากวิธีการเดินทางที่ผมวางไว้อย่างแยบยลสวยงามครับ

            ตุ๊กตา’ เพื่อสมัยมัธยมที่บ้านอยู่ใกล้กันและเคยทำงานสนามบินสุวรรณภูมิได้แนะนำการเดินทางไปที่แสนง่ายประหยัดให้กับผมครับ  กติกาคือผมต้องตื่นเช้าหน่อย พาตัวเอง และสัมภาระมาที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงพยาบาลภูมิพล(เส้นพหลโยธิน) 
จะมีรถตู้ส่ง ตรงรวดเดียว ถึงสุวรรณภูมิเลย แต่หน่อยก็กำชับไว้ว่า อย่าขึ้นรถเกิน 6 โมงเช้า เพราะหลังจากนั้นรถจะติดมาก ไปไม่ทัน 7 โมงที่ตั้งใจไว้อย่างแน่นอน

            อาบน้ำอาบท่าเสร็จก็เกือบ 6 โมงครับ ไม่รอท่า ลากกระเป๋าออก จากบ้าน ทันที ...แต่ก่อนจาก พ่อทักครับ “กอล์ฟจะไปส่ง...เอาไหม รอแป๊ปนึง” (กอล์ฟ คือพี่ชายผมครับ ที่ต้องขับรถไปแถวชลบุรีในวันนั้นพอดี)  ผมรีบยิ้มและตอบปฏิเสธไป ในใจยิ้มเยาะ 
              “มีวิธีที่ถูกและดีกว่านั้น...ไม่ต้องรอด้วย”..... แต่นั่นคือการเริ่มต้นเดินทางสู่ความไม่เป็นสุขที่ผมว่าครับ

            เดินลากกระเป๋าออกมาปากซอย โบกมอเตอร์ไซท์รับจ้างบอกทางไปป้ายรถเมล์ครับ.... ตี 5 กว่าๆ ฟ้ายังดำมืด ความลำบากเกิดขึ้นเพราะผมต้อง แบกกระเป๋าเดินทางหนัก 12 กิโลกรัม ซ้อนพี่วินไปด้วยครับ แม้ระยะทางจะใกล้ แต่การถือของ
หนักเท่าเด็กๆ คน ลมหนาวตีหน้าจนชา แถมยังง่วงอีก เป็นอะไรที่ทรมานมาก... ถนนแถวนั้นก็ช่างดีเหลือเดิน ทำคันสะดุดไว้เป็นระยะ ทำให้พี่วินขี่ไปได้อย่างช้าๆ และมีแรงกระชากๆ เป็นระยะๆ พอมาถึงป้ายรถเมล์พลังที่มีทั้งหมดในวันนี้ก็ถูกใช้ไปหมดแล้วครับ แขนงี้ชาเชียว
           
            ตอนนี้เข้าใจแล้วครับว่าทำไมเข้าเรียกกระเป๋าเดินทางว่า​ “สัมภาระ” เพราะมันเป็น “ภาระ” ที่หนักอึ้งนี้เอง  ผมลากเจ้า 12 กิโลนี่ไปที่ป้ายรถเมล์ ยื่นรออย่างเปลี่ยวเหงาท่ามกลางความมืด  เวลาตอนนี้ก็ใกล้จะ 6 โมงอย่างที่เพื่อนบอกแล้วด้วย...
ตัดสินใจรอรถตู้ตามแผนที่วางไว้.... รอ.....และรอสักพักใหญ่จนเวลาฉิวเฉียดเกือบ 6 โมงเต็มที ก็ยังไม่มีสัญญาณชีพของรถตู้ สุวรรณภูมิสักคัน... ระหว่างนั้นยังทำใจดีสู้เสือครับ  คิดถึงยามที่รถตู้มาทุกอย่างก็จะดีขึ้น “เราขี้นรถตู้ ราคา 25 บาท ได้หลับยาวอีกงีบตื่นอีกทีก็สุวรรณภูมิเลย  สบาย...” แต่เอ๊ะ... เหมือนผมลืม อะไรไปอย่าง ในจินตนาการผมลืม “ภาระ 12 กิโล” ไปเลย... เอาใหม่ จินตาการใหม่....
“พอเราขึ้นรถตู้...รถตู้เล็ก...กระเป๋าอยู่ไหน...วางไว้ตรงที่วางขาเรา...ไม่น่าได้
กระเป๋าใบนี้อ้วน...อ๋อ...เอาวางบนตัก...ของ12 กิโลอยู่บนตักอย่างน้อย 1ชั่วโมง...
แล้วต้องอุ้มไว้ตลอด กันกลิ้งหล่น...อ่าว งี้ก็ไม่ได้นอนสิ...”

            เลิกครับ...จุดพังพินาศที่ผมได้นึกถึงแสดงตัวออกมาแล้ว นึกอยากกระทืบตัวเองที่ไม่รับคำชวนชองพี่ชาย... แต่มันคงสายไปแล้วครับ...และเพื่อไม่ให้ สายเกินไปกว่านี้ แผนบีที่ไม่เคยคิดไว้มาก่อนก็ผุดขึ้น... หวยออกที่แท็กซี่คันสีเขียวเหลือง ที่เปิดไฟ 
“ว่าง” วิ่งรี่มาแต่ไกล
           
            ผมก็ช่างฉลาดนะครับ...เปลี่ยนแผนเร็ว การไปแท็กซี่แม้จะแพงนิดหน่อยแต่ รวดเร็ว และก็สามารถแอบงีบได้เช่นกัน... ผมเปิดประตูแท็กซี่ถึงจุดหมายที่ไป และวางภาระไว้บนเบาะหลัง ส่วนผมตามไปนั่งข้างๆ มัน  ทำท่าเตรียมจะหลับเก็บแรง... แต่แล้ว
เมื่อแท็กซี่เริ่มออกวิ่ง คนขับหันมายิ้มและพูดกับผมอย่างอ่อนน้อม
            “ช่วยบอกทางผมด้วยนะครับ  พอดีผมไม่เคยไปสนามบินจากเส้นนี้ครับ...”
           
            “สรุปคือ... ไม่ได้นอน....ไอ้แช่แฟ้บ” (ด่าตัวเอง)
           
            เรื่องก็เป็นอย่างที่เล่า...หลังจากบอกทางให้เข้ามอเตอร์เวย์ก็ได้แอบงีบนิดหน่อยก็ที่พี่โท จะปลุกขึ้นมาอีกพอดีกับที่รถจำเป็นต้องขึ้นทางยกระดับเพื่อเข้าสู่สนามบิน แต่แท็กซี่ เหมือนจะขับ ตรงไป ดีที่บอกทางทัน..รถขับตามป้ายที่บอกไว้เป็นระยะ
และไม่นานพี่เขาก็พามาอาคารผู้โดยสาร ได้สำเร็จ เวลา 7 โมงพอดีเป๊ะ
           
            ไม่ต้องเดาก็รู้ครับว่าสิ่งแรกที่ผมจะทำคือการกำจัดเข้า “ภาระ 12 กิโล” นี่ออกไปจากชีวิต เดินไปที่เค้าท์เตอร์ แสดงเอกสารการจอง ยื่นพาสปอร์ต โดนกระเป๋าไว้บนสายพาน... ไม่นานพนักงานสาวก็ยื่นตั๋วให้ ที่นั่งระบุ 19 A ตามที่เลือกไว้ (Jet Star 
เปิดให้จองที่นั่งได้เอง ก่อนเที่ยว บิน  48 ชั่วโมง) ผมที่ชอบนั่งริมหน้าต่างดูวิว เลยเลือกที่นั่ง 19A ตอนกลางที่ค่อนไปทางหัวเครื่อง.... 
    
            Gate ยังไม่ออกนะคะ รบกวนเช็คที่บอร์ด เป็นระยะๆ นะคะ”
            “ไม่เป็นไรครับ”

            เรื่อง Gate ว่าเป็นเรื่องเล็กแล้วล่ะ ในเวลานี้ เดี๋ยวค่อยว่ากัน เพราะตอนนี้ทุกอย่างกลับสู่สิ่งที่ผมได้วางแผนไว้หมดแล้วครับ ได้ตั๋วแล้ว  ได้ที่นั่งริมหน้าต่างไว้ดูวิว...กระเป๋าวิ่งตาม สายพานไปแล้ว ตอนนี้ก็ตัวปลิว แอบคิดเองในใจนะครับว่า ความไม่
ปกติสุขที่ พบเมื่อเช้าคงจะ หมดเพียงเท่านี้ ถือเป็นการทดสอบกำลังใจก่อนออกเดินทาง.... ก็แหมนี่เป็นการเดินทางไปต่าง ประเทศคนเดียวครั้งแรกของผมนี่ครับ  มันก็ต้องมีบททดสอบจากเบื้องบนกันบ้าง
           
            ไฟล์ทของผมจะบินตอน 9.25 น. และถึงสิงคโปร์  12.45 น. (ดูเหมือนจะบินนาน แต่เพราะเวลาจองสิงคโปร์เดินเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมง)   และกว่าจะผ่าน ตม. รับกระเป๋า คงกินเวลาไปถึงประมาณบ่ายกว่า...ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรคิดถึงคือเรื่อง“ปากท้อง”
ครับ เราไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างไปครึ่งวันแบบนั้นและเพื่อต้อนรับการไปเจออาหารสิงคโปร์ที่รสค่อนข้างจืดตลอด 4 วัน เช้านี้ผมขอซัดอาหารไทย หนักๆ เผ็ดๆ เป็นการสั่งลา  หลังจากเดินผ่านร้านขนมปัง ร้านแซนวิช ร้านกาแฟ หรืออาหารไทย ร่วมสมัยที่
รสชาติกลมกล่อมถูกใจฝรั่ง ผมก็จบที่เวิ้งขายข้าวกล่องแห่งหนึ่ง  แล้วก็หยิบข้าวกระเพราไก่ เพิ่มไข่ดาว พร้อมเอสเปรสโซ่เย็น มานั่งที่โต๊ะอย่างสบายใจ... เหมือนทุกอย่างจะราบลื่นใช่ไหมคระบ แต่สำหรับผมดราม่า เกิดได้เสมอครับ จู่ๆ ภาพที่ไม่สบายใจ
ก็แวบขึ้นมาในหัว

            ร้านแห่งนี้ โต๊ะตัวนี้ เมนูนี้ จำได้แล้ว ผมกินเหมือนเดิมเมื่อเดือนเมษายน เกือบ 2 ปีที่ผ่านมา  ต่าวกันตรงที่ ครั้งที่แล้ว มีพี่ชาย มีแม่ มีพ่อ นั่งกินอยู่ด้วยกันกับผม
            เราอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า..คราวนี้ทำไมผมอยู่ที่นี่...คนเดียว...”
            ดูๆ ไปอารมณ์เหมือนเด็กที่ติดบ้านและจู่ๆ ก็ถูกส่งเข้าโรงเรียนอนุบาลน่ะครับพยายามมองหาสาเหตุแห่งการเดินทางครั้งนี้ แล้วก้อนดราม่าบ้าอะไรสักอย่างจู่ๆ จุกที่คอ... ผมหยิบสมุดเล่มเล็กที่พกมา ขึ้นจดสิ่งที่คิดได้ในเวลานั้น ทันที
    
            “06.57 น.  ง่วง...
            ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่ไปต่างประเทศคนเดียว...ทำไมเราถึงต้องมาคนเดียว
           
            เพราะเราทุกคนมีชีวิตของตัวเอง
            ตอนเด็กที่เราไม่รู้ ไม่แข็งแรงพอ เราอยู่กับพ่อแม่ให้ช่วยนำทาง
            พอเราโต... มันคือหน้าที่ของเราที่ต้องเรียนรู้โลก
            ออกไปเจอ  ออกไปให้ไกล
            เพื่ออะไร?
            เพื่อที่ว่าแก่มาวันนึง เราจะตกตะกอน เราจะเก่ง แกร่ง
    
            แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราได้รับอะไรไป มากแค่ไหน
            และเราสามารถตกตะกอนได้เร็ว และดีแค่ไหน...
            หรือไม่สามารถเลย”

            ผมเรียกห้วงอารมณ์นี้ว่า “ติดปีก The Moment”   เราทุกคนย่อมมีช่วงนี้ด้วย การทั้งนั้น ช่วงที่ตัวเองต้องการลุกขึ้นมาเด็ดเดี่ยว ลุกขึ้นมาทำอะไรที่ตัวเองไม่เคยได้ทำ ย่อมจะสับสน และลังเลกับสิ่งที่ตนกำลังจะทำว่าถูกต้องหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ ดีแล้ว หรือไม่ หากเราไม่ก้าวผ่านห้วงนี้ไป...เราก็จะไม่ได้ทำสิ่งใดเลย  แต่หากเราลอง “ติดปีก”ให้อิสระกับตัวเอง... สิ่งใหม่ๆ ย่อมจะเกิดขึ้นตามมา ส่วนจะร้ายดีขอให้ว่ากันภายหลัง.... 
      
            แม้คำตอบจากความดราม่าจะได้เขียนลงไปแล้วในสมุดมันอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดี หรือครบถ้วนที่สุด เพราะมันคือสิ่งที่นิมิตรได้ในเวลานั้นหน้ากล่องข้าวผัดกระเพรา  แต่อย่างไรก็ตามผมเชื่อแน่ครับว่าระหว่างการเดินทางทริปนี้ ผมคงได้คำตอบอะไรเพิ่มขึ้น ซึ่งสมุดของผมยังมีที่ว่างมากพอสำหรับบันทึกสิ่งเหล่านั้น

            ทุกท่านครับแค่เริ่มต้นยังไม่พ้นวัน ก็เล่นซะเพลียระดับ  10 ริกเตอร์ คิดในใจว่า ตอนมากับพี่ชายยังมีคนขับรถ ยังมีคนจัดแจงเรื่องเช็คอิน เราแค่นั่งรอ... แต่นี่ล่อเองหมดทุกอย่างตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง.... บ่นไปก็ใช่เรื่อง...กินข้าวให้มันอิ่มๆ ไป เอาแรงไว้สู้
กับอีก 4 วันที่เหลือดีกว่า... แต่เพื่อให้โลกได้รู้สักหน่อยว่า “เหนื่อย” เลยพ่น บนไปบน Tweet


                       
                        ชั่วอึดใจ...เพื่อนร่วมเหนื่อยก็ Re-tweet กลับมา

                       


                        “เอ่อว่ะ...นุ๊กมันเพลียกว่าเราเยอะ.....”

            สุวรรณภูมิเป็นสนามบินที่เอื้อต่อการชอปปิ้งมากครับผมใช้เวลาที่เหลือชั่วโมงกว่าด้วยการ เดินดูของใน King Power Duty  Free การได้เดินดูของสวยๆ งามๆ ตามช้อปต่างๆ ถือเป็นการ เช็คเทรนแฟชั่นและศึกษาตลาดไปอีกทางหนึ่ง (พยายามเล่าให้ดูวิชาการ)   และแม้เมื่อสักครู่นี้จะ นอยด์ๆ และสับสนมากว่าสมควรมาเที่ยวคนเดียวหรือไม่  ก็มีสิ่งยืนยันว่า “เออ เอ็งคิดถูกแล้วล่ะ ที่มาคนเดียว” เหตุมันเกิดเมื่อผมมาที่บอร์ด จำได้ไหมครับ หมายเลข Gate ของผมยังไม่ออก
           
ภาพในบอร์ดมันปรากฏว่า  3K512 Gate  F12 แล้วมีวงเล็บ ว่า “Changed”กำกับอยู่ พอเห็นป้ายนั้นผมเข้าใจว่าตอนนี้ Gate ของผมได้ถูกเปลี่ยน และนิ่งแล้ว...ไปรอได้เลยที่ Gate F12 จังหวะนั้น ใกล้ๆ กันก็มีสาว3 นางเดินเข้ามาดูบอร์ด จากที่
พวกเธอคุยกันดังนั้น (ไม่ได้แอบฟังนะ)
            หญิง 1 : นี่ไงแก 3K512 Gate ออกแล้วเว้ย  ไปรอกัน F12
            หญิง 2 เฮ้ยแก แต่ว่ามันมีคำว่า Changed นะเว้ย แสดงว่ามันไม่ Final
            หญิง 3 แต่ว่าการเติม ed แสดงว่ามันถูกเปลี่ยนแล้วนะเว้ย แต่ก็ไม่แน่นะ
            แล้วหล่อนก็เอะอะกันอยู่ที่บอร์ดนั้นไปเรื่อยๆ ผมขอผละออกมาก่อนแล้วกัน

            เธอทั้ง 3 ทำให้ผมพบว่า มีคนไทยอีก 3 คนกำลังเดินทางไปสิงคโปร์ด้วยกันกับ ผมและพวกหล่อนๆ ก็ทำให้ผมแน่ใจได้ว่า การตัดสินใจมาคนเดียวน่ะ ถูกแล้ว!!! ไม่ต้อง ไปเถียงกับใคร ไม่ต้องไปดราม่ากับใครให้วุ่นวาย (แค่ดราม่ากับตัวเองก็ไม่ไหวจะ
เคลียร์)
           
            Gete F12 ตั้งอยู่สุดปีกอาคารด้านหนึ่งของสนามบิน  แต่โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่ ตอนนี้ผมอยู่ปลายสุดอีกฝั่งหนึ่งของสนามบิน ผมชอบเดินครับ แค่เดินย้อนไปสุด อาคารเท่านั้นเอง...แค่นี้เรื่องจิ๊บๆ   เดินไม่นานก็มาถึง Gate F12 แถวนั้นยังไม่มีใคร
เลย.. ผมนั่งรอสักพักก็ เห็นผู้คน ทะยอย มานั่งรอมากขึ้น ผมเห็นเครื่องบิน JetStar ลำหนึ่งบินมาจอดใกล้ๆ พนักงานในเครื่องแบบก็เริ่มประจำที่ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม พนักงานก็เปิดให้ทุกคน เข้าไปรอที่Gate เพื่อ ตรียมขึ้นเครื่อง... รออีกแป๊ปเดียวเท่านั้น
เองพนักงานก็เปิดให้ทุกคนขึ้นเครื่องบินได้

            “วันเวลาแห่งการเดินทางสู่โลกกว้างลำพังของแกได้มาถึงแล้ว พ่อหนุ่มน้อย”           
    
            กระชับกระเป๋าให้มั่น เดินเข้างวงช้าง ยิ้มทักทายแอร์ตรงหน้าประตู แล้วตรวจสอบตัว เลขอย่าง มั่นใจไปที่ 19 A   พอถึงก็พบที่นั่งหนึ่งว่างอยู่ริมหน้าต่าง “ที่นั่งผมเอง” หลังจากขอโทษ ผู้โดยสาร  หญิงที่นั่งขวางอยู่ในตำแหน่ง 19C และ B เข้าไปแล้วก็
จัดแจง วางกระเป๋าไว้กับพื้น รัดเข็มขัดให้แน่น  ภูมิใจสุดๆ ในการตัดสินใจเดินทางที่เด็ดเดี่ยวของ ตัวเอง ที่นั่งนี้เราเลือกเอง มุมริมหน้าที่จะได้ดูวิวไป ตลอดการเดินทาง แม้ช่วงเช้าจะ มีเรื่องเพลียๆ มาขัดบ้างก็ถือเป็นการ ทดลองใจ ธรรมดาคนจะพบเรื่องดี มันก็มีเรื่อง ร้ายเข้ามาขัดแบบนี้แหละ...  ไหนขอดูวิวนอกหน้า ต่างหน่อยสิ... ว่าจะ
งดงามสมการ รอคอยหรือไม่.....
    
            “อุตะ... !!!!!!”




ติดตามตอนต่อไป Chapter 02 Day 01
คลิก >>>http://morraget.blogspot.com/2014/05/Singapolo-Ch2-D1-morraget-SingaporeTrip2013.html






อ่านตอนเก่า



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เรื่องย่อ “Frozen” (Disney's) โฟรเซ่น - ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ” : จากมุมมองของผม หลังชม (review)

รองเท้านักเรียน ที่พาเราขบถเล็กๆ แบบเท่ๆ (รีวิวร้องเท้านักเรียนปี 2557)

สไปร์ท ฮอร์โมน : ซ่าๆ ใสๆ (กินสไปร์ท ต้องใส่ถุง) : (Hormones วัยว้าวุ่น เดอะซีรีย์)