นิยายเที่ยวสิงคโปร์ : Chapter16_Day2: ศาล...เก่า สารเก่า สานใหม่ (ซิงกะโปโล : Singapolo)



         ผมไลน์บอกพี่โท และนุ๊กว่า แบตทุกอย่างกำลังจะหมด (และ Power Bank ก็ถูกใช้จนเกลี้ยง) อาจขาดการติดต่อไปบ้าง พี่โทชวนผมให้ไปท่องราตรีที่ Clark Quet เพื่อส่งท้ายทริปก่อนที่เราจะจากลากันในวันพรุ่งนี้ ผมตอบตกลง พี่โทกำลังจะกลับ จากเซ็นโตซ่า และอยากจะล่องเรือในแม่น้ำสิงคโปร์ชมวิวยามเย็น ซึ่งผมสนับสนุน เพราะโปรแกรมของผมกว่าจะจบไปเจอพี่โทได้ คงล่อไปดึกพอสมควร แต่เหมือนผมกับ พี่เขาคุยกันแค่ 2 คน นุ๊กเหมือนจะหายตัวไปในเซ็นโตซ่าอย่างลึกลับ ไม่ตอบกลับทั้งสิ้น
            แม้เหมือนจะใช้เวลานานกับ Civilian War Memorial แต่ก็เป็นเวลาที่นั่ง ไทมแมชชีนย้อนกลับไปอดีต เลยไม่ค่อยเสียเวลาในปัจจุบันเท่าไหร่ (จริงๆ เดินวนรอบๆ สัก 10 นาที ก็ทั่วแล้วครับ) ตอนนี้เวลาก็ไม่หนี 6 โมงเย็นไปเท่าไหร่ครับ (แต่แสงยังแดดเปรี้ยงประมาณ 5 โมงบ้านเรา) จากตรงนี้ผมตัดสินใจเดินข้าม ถนนไปที่สนามปาดัง (The Padang) คล้ายๆ สนามหลวงบ้านเรา คืออยู่กลางเขต เมืองเก่า ในอดีตใช้เป็น ศูนย์กลางทำกิจกรรม ร่วมกัน ของประชาชนในอาณานิคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันกีฬาคริกเก็ต (Cricket) กีฬาประจำชาติสิงคโปร์ ปัจจุบัน สนามนี้ก็ยังรับหน้าที่เช่นเดิม  คือเป็นสถานที่จัดกิจกกรรมพิเศษ ( อย่างวันที่เห็นคน กำลังเซ็ทอัพไฟและเวทีที่กลางสนาม)  และยังคงถูกใช้เป็นสนามเล่นคริกเกอร์ เช่น เดิม  (และตอนนี้ผมเดินผ่านสถาน ที่ที่ดู เหมือนสนามคมคริกเกอร์ ที่ตั้งอยู่ขอบ สนามเลย และคนบริเวณนั้นก็มองผมออกแนวประหลาด  ก้มลงมองตัวเองก็ประหลาดจริงนะ  รองเท้าผ้าใบ กางเกงขาสั้น ด้านในเป็นเชิ๊ต สวมทับด้วยแจคเก็ททรงสูท ไหล่ สะพายกระเป่าหนังดำ  แฟชั่นอะไรวะ)  แต่ที่น่าประทับใจนักท่องเที่ยวผมว่าคง  เป็นวิวที่สวยงามเพราะรอบๆ สนามเขียวกว้างนี้ ด้านหลังเป็นที่ตั้งของศาล  ศาลาว่า การรัฐ (City Hall) โรงแรมทรงกระบวนสวิวโซเทล เดอะแตมป์ฟอร์ด (Swissotel The Stamford) ที่สูงที่สุดของสิงคโปร์แล้ว ยังมีโบสถ์สีขาวสวยเหมือน ในการ์ตูนดีสนีย์ ตั้งอยู่ด้วย
            “โบสถ์เซ็นต์แอนดรูว์ (
St. Andrew’s Cathedral)” เป้าหมายต่อไปของผม
            ตามข้อมูลที่ได้มาโบสถ์นี้เปิดทุกวันครับเวลา 10.30 – 16.30 น. (มีวันพุธนี่ แหละที่เปิดตั้งแต่ 2.30 – 16.30 น.)  ซึ่งแน่นอน ตอนนี้โบสถ์ปิดแล้วครับแต่ด้วย ประวัติอันแสนจะน่าค้นหา ทำให้ผมยอมเดินไกลดุ่มๆ ผ่านเข้าประตูรั้วไปขอดูไกล้ๆ แบบเผื่อฟลุคได้เข้าไปดูข้างในสักครั้ง
            ภายนอกโบสถ์เป็นสนามกว้างที่ปลูกหญ้าไว้เขียวชอุ่ม และมีต้นไม้สูงใหญ่ ปลูกเป็นแนวรอบโบสถ์ปิดบังความงามสไตล์โกธิคไว้ ต้องเดินตัด สนามหญ้า เข้าไป พ้นแนวต้นไม้ เข้าไปดูใกล้ๆ  จึงเห็นความงามได้ชัดเจน  นอกจากโบสถ์นี้จะ เป็นต้น แบบโบสถ์โกธิคในสิงคโปร์เป็นที่เรียบร้อย  ความพิเศษที่เคลือบอยู่ ตลอดตัวโบสถ์ คือปูนที่ใช้ เรียกว่า “ชูนัม” (Chunum) เป็นปูนที่มีส่วนผสมของไข่ขาว เปลือกหอย มะนาว น้ำตาล เปลือกมะพร้าว และน้ำ (ซึ่งตอนแรกที่ทราบนึกว่าส่วนผสมของขนม เสียอีก) พอดูใกล้ๆ ผมแทบไม่รู้เลยว่าปูนขาวจั๊วทั่วอาคารที่ใช้จะส่วนผสมพิดาร ขนาดนี้   

            ภายนอกของอาคารสวยวิจิตร สมคำร่ำลือครับ ไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมาย แต่สวยงามสง่า ตามบานกระจกเห็นมีการตกแต่งเป็นลวดลายสีๆ สวยมากครับ และ บางส่วนของงานตกแต่งเช่นตรงหน้าต่างประตู เหมือนจะเป็นของเก่าทั้งหมดก็มีการ ครอบกระจกไว้ห้องกันการเสียหาย แต่ไม่ปิดกั้นสายตา เราจึงเสพความงามเหล่านั้นได้
            ภายในอาคารค่อนข้างจะเรียบๆ แต่สวยงามครับ (ดูจากรูปในไกด์บุ๊ค) แต่เข้าไปไม่ได้ครับประตูทุกด้านปิดหมดแล้ว... ผมเดินดุ่มๆ เดินดูรอบโบสถ์จนมาถึง มุมหนึ่ง ประตูบานนั้นแง้มเปิดอยู่ เสียงเปียโนและร้องเพลงลอดออกมาจากเสียงนั้น  ไม่แน่นี่อาจเป็นเสียงสวรรค์พาให้ผมได้เข้าไปชมในภายในก็ได้... (เขาคงซ้อมอะไรบาง อย่างสำหรับวันพรุ่งนี้ล่ะมั้ง) ผมค่อยๆ ลอยตามเสียงนั้นเข้าไปใกลประตู  แขนขวา เตรียมเอื้อมไปเปิดประตูนั้น แต่แล้วเสียงเปียโนเและเพลงภายในหยุดลง แล้วประตูก็ เปิดออก...
            คนด้านในจำนวนไม่น้อยทะยอยเดินออกมา ด้วยความตกใจ ผมก็เลยยืนนิ่ง อยู่ ตรงนั้น ไปไม่เป็น แต่ดูเหมือนคนเหล่านั้นจะสนใจคุยกันเองมากกว่าที่จะสนใจผม เลยมีเวลาให้ผมตั้งสติอยู่แว๊บหนึ่งและแกล้งเฉไปดูปลาคาร์ฟที่ไว้ในบ่อข้างๆ โบสถ์อย่างเนียนๆ ทำเป็นถ่ายรูปปลาในบ่อแก้เขิน
            พอปลาเริ่มว่ายไปว่ายมาซ้ำ ก็รู้สึกว่าถึงเวลาจะต้องหาทางอื่นเสียแล้ว พอดี สายตาเหลือบไปมองเห็นป้าย MRT สถานี City Hall อยู่ริมรั้วโบสถ์เลยตัดสินใจอำลา โบสถ์แบบเสียดายที่ไม่ได้เห็นด้านใน
              

            จากโบสถ์คริสต์ที่เก่าแก่และยังถูกใช้งานอยู่ ผมกำลังมุ่งหน้าไป สถานที่ของ อีกศาสนา นั่นคือศาลเจ้า “ฟุก ตั๊ก กี” (Fuk Tak Chi) ตามข้อมูลที่สืบได้ผมต้องนั่ง MRT ไปลง Chinatown  หาทางออก E แล้วเดินทางย่านชอปสุดชิค “Far East Square”  ดูเหมือนการเดินทางจะแสนง่ายนะครับ   เพราะจาก City Hall ถึง Chinatown ก็ใช้เวลาแค่....นาที   ทองออกของโผล่ตรงสี่แยกที่ขวักไขว่พอควรแต่ตอนเย็นๆ แบบนี้ก็เลยได้เห็นแสงสีของย่านไชน่าทาวน์ไปด้วยในตัว  รวมถึงห้าง.... ที่ผมยืนอยู่นี้  ก็คึกคักเป็นพิเศษ  (และโซนหน้าของห้างนี้ก็แสนเก๋ และชอบตรงที่ไม่มีบันไดเลื่อนครับ  เขาทำพื้นห้าง พื้นที่นี้ทำเป็นวงกลม ตรงกลางเป็นลานที่โปร่งขึ้นไปจนสุดด้านบน ส่วนพื้นที่ห้างก็ทำเป็นทางลาดหมุนวนสูงขึ้นไปเรื่อยๆ )
            หลังจากเปิดแอ๊พในไอแพด หมุนๆ หาทิศสักพักก็ออกเดินครับ...ผมยึด “Far East Square” เป็นจุดหมายครับเพราะดูท่าจะใหญ่ พลุกพล่านและหาได้ง่าย...บรรยากาศดีครับเย็นๆ ผมเดินตามทางไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ และไปเรื่อยๆ  เดินไปสัก 10 นาทีจนเหงื่อเริ่มซึมยังไม่เห็นกระทั่งป้ายหรืออะไรที่บอกสัญญาณชีพของเลย  ลองหยุดเดินและเช็คแผนที่อีกที ก็เดินทาถูกสายนี่หว่าแต่ทำไมไม่ถึงเสียที...ไม่เป็นไร เดินต่อไปอีกนิดแล้วกัน
            สิ่งหนึ่งจากข้างทางที่ผมสนใจ น่าจะเป็นที่อาคารจอดรถความสูง
3 ชั้นด้านขวาของผมนี่เอง M-Park@Club Street (น่าจะชื่อนี้นะครับ) เป็นอาคารจอดรถเล็กๆซึ่งด้านที่หันเข้าสู่ถนนใช้ตาข่ายเหล็กแทนกำแพงทำให้เรามองทะลุได้จากด้านนอก ตัวอาคารดูเท่ๆ เก๋ๆ ทันสมัยครับ แต่ที่ชอบไม่ใช่ตัวอาคารครับ ผมสังเกตว่าอาคารจอดรถนี้ไม่มีทางลาดให้วนรถขึ้นไปจอดด้านบนครับ ดังนั้นเมื่อจ้องเพ่งดีๆ เลยพบคำตอบว่าลานจอดรถนี้ทำหน้าที่เหมือนชั้นเก็บของนั่นเอง  รถเล่นมาด้านใน และรถทั้งคันจะถูกยกไปเก็บไว้ในชั้นของมัน  ดูแล้วนึกถึงหนังวิทยาศาสตร์ที่เคยดูนะครับ ประเทศอื่นมีหรือไม่ผมไม่เคยเห็น แต่ที่สิงคโปร์ผมเห็นมันกับตา ที่จริงเมืองไทยควรเอามาใช้บ้างก็ดี จะได้ไม่จอดรถขวางซอยกัน


            ยังคงเดินมาอย่างต่อเนื่องครับ ถามคนที่เดินผ่านไปมา ก็ไม่มีใครรู้จัก (หรือสำเนียงผมห่วยก็ไม่รู้) หรือสถานที่ที่ผมจะไปมันได้ถูกละเลยจากความสนใจของคนในปัจจุบันไปแล้วก็ไม่รู้ ไม่เป็นไรครับ ผมเดาว่ายังไงผมก็คงได้เจออย่างแน่นอน ( เพราะนี่เดินมาไกลมากแล้ว  ไม่เดินเลย ก็ใกล้ถึงล่ะวะ)
            สัญญาดีเริ่มปรากฏครับ จากแผนที่ในแอ๊ปและหัวมุมถนนที่อยู่ตรงหน้าผม มีอะไรบางอย่างที่ดูเป็นทีเดียวกัน ป้ายเอย ลักษณะทางกายภาพเอย ไกด์บุคและข้อมูลที่ผมหามาได้บอกว่าแค่เลี้ยวเข้าหัวมุมนี้ไป ศาลเจ้า “ฟุก ตั๊ก กี” (Fuk Tak Chi) ก็อยู่ไม่ไกลแล้ว  แต่น่าแปลครับ ไม่มีข้อมูลไนบอกชี้ชัดว่าศาลเจ้าอยู่พิกัดไหน ใกล้กับตึกอะไร มีสิ่งไหนเป็นจุดสังเกตุ....ไม่มีเลย
            ผมข้ามถนน เดินตรงเข้าหัวมุมนั้นเลยครับ ท้องฟ้าค่อนข้างมืดแล้วด้วยคงต้องทำเวลากันหน่อย  ไม่ได้กลัวปิดครับเพราะไกด์บุ๊คต่างๆ บอกว่าเวลา เปิดทุกวัน 10.00 - 22.00 น. ตอนนี้ไปยังไงก็ทันดู แต่ที่กลัวคือ มืดแล้วถ่ายรูปไม่สวย...แคร์ตรงนี้  แล้วก็ไม่ไกลเกินเดินถึง จากหัวมุมถนน ตรงนี้เป็นตึกแถวทั้งหมดครับ ตรงหน้าผมน่าจะใช่เป้าหมายแล้วล่ะครับ  หน้าตาเหมือนศาลเจ้า  มีโคมไฟสว่างอยู่ข้างหน้า...แต่...
            ประตูเหล็กดัดปิดสนิท!!!
            อกหักสิครับ อุตส่าห์ดั้นด้นมาค้นหาอันซีน  แล้วก็ได้อันซีนสมใจ  ดูป้ายเหล็กที่ติดไว้ตรงประตูเขียนว่า จันทร์-ศุกร์ เปิด 9.00 17.00 น. และที่สะเทือนใจสุดคือ วันนี้วันเสาร์ เปิด 9.00 12.00 .
            อารมณ์นั้นมันพีคมาก แทบอย่างจะเอาไกด์บุ๊คที่ซื้อมาเผาเซ่นความเค้นมันซะตรงนั้น อยากจะส่งเมล์ไปด่าสำนักพิมพ์ให้เช็คข้อมูลให้ถูกต้องเสียหน่อย หลอกให้มาถึงแล้วปิดแบบนี้เล่นเอาไปไม่เป็น เพื่อระบายความอกหัก ผมหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปตัวเองทำท่าร้องให้ ฉากหลังเป็นบานประตูที่ปิดแน่นหนา กำลังจะอัดลง ig และ ระบุ Location แต่เอ๊ะ แถวนี้มีแต่ชื่อภาษาจีนแฮะ!!! ไหนดูป้ายซิ ว่ามันเขียนยังไงจะได้เลือกถูก.... เอ๊ะ.... ทำไมชื่อป้ายชื่อมันยาวกว่า 3 พยางค์
            ......เอ๊ะ.... Ying Fo Fui Kun!!!!!!

ตัดสินใจแก้เก้อด้วยการเดินไปข้างหน้าต่อ… ชีวิตมันก็ต้องก้าวต่อจริงไหมครับ (แถสุดๆ)   ดีนะที่ไม่ถอดใจเดินกลับไปซะก่อน เพราะแค่เดินพ้นสถานที่ปลอมเมื่อครู่ ปมก็อยู่สถานที่จริงตรงหน้า คราวนี้อ่านป้ายอย่างดี เทียบภาพกับไกด์บุ๊ค ใช่แล้ว ที่นี่ล่ะ


            ศาลเจ้า “ฟุก ตั๊ก กี” (Fuk Tak Chi) ตั้งอยู่เนียนๆ ที่ตึกแถวนี้ครับ รอบๆ ข้างเป็นร้านค้าห้องแถวปกติ แต่ก่อนที่นี่เป็นศาลเจ้าครับ แต่ได้เปลี่ยนหน้าที่จากศาล มาเป็นแหล่งรวบรวมสาร พิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตชาวจีนในสิงคโปร์สมัยอดีต ผ่านโมเดลจำลองที่มีตุ๊กตาตัวละครกว่า 200 ตัว และแสดงผ่านของใช้เก่าๆ ของชาวจีนไชน่าทาวน์ที่บริจาคมา
            สิ่งปลูกสร้างทั้งหมดยังคงเป็นศาลเจ้าครับ แทบจะได้กลิ่นธูปเทียนลอยมาเลยก้าวข้ามธรณีประตูมาก็จะเป็นลานหินเล็กเปิดโล่งไม่มีหลังคา ลานหินนี้ไม่ได้กว้างนะครับ เดิน 5 กว้าง ก็เข้าสู่ตัวศาลเจ้าที่มีหลังคาแล้ว  รอบๆ ศาลเจ้าตามผนังมีหินแกะสลักที่ดูขลังเก่าแก่ แต่อ่านไม่ค่อยออก มีตู้โชว์ของเก่ามากมายตามริมกำแพง แต่พระเอกของที่นี่คือตู้กระจกประมาณ 1 x 2 เมตร ที่วางเด่นสว่างกลางศาลเจ้า ตรงหน้าแท่นบูชาไม้ที่ตอนนี้มีเรือสำเภาจำลองวางแทนในตำแหน่งที่เชื่อว่าในอดีตต้องเป็นรูปปั้นเทพเจ้าสักองค์แน่นอน

            ในตู้กระจกเป็นโมเดลของตึกแถวยาวครับ ตัวอาคารเป็น “ช้อปเฮ้าส์”เอกลักษณ์ตึกแถวที่ใช้ค้าขายของชาวจีนที่นี่  ตรงกลางช้อปเฮ้าส์ที่คึกคักทั้ง 9 หลัง  คู่คั่นด้วยศาลเจ้า 1 แห่งคนเข้าไปกราบไหว้ไม่ขาด และดูเหมือนแถวนี้จะมีงานด้วย เพราะบนถนน มีขบวนแห่อะไรสักอย่างคล้ายเจดีย์ ที่ทุกคนให้ความสนใจ  มากกว่านั้นตรงข้ามศาลเจ้าถูกปลูกเป็นอาคารชั่วคราวให้เป็นเวทีแสดงงิ้ว  ท่าทางจะเล่นสนุกด้วยเพราะเห็นคนมุมกันเต็มถนนไปหมด แม้แต่คนในบ้านก็ฝั่งตรงข้ามยังชะโงกหน้ามาดูจากหน้าต่างเลย...  ด้านหลังโรงงิ้วเป็นแม่น้ำ  ตรงท่าน้ำมีเรือสินค้าจอดอยู่จับกังยังคงขันแข็งทำงานแบกกระสอบสินค้าขึ้นจากเรือ จับกังบางกลุ่มที่พักจากงานก็จับกลุ่มเล่นไพ่  บรรยากาศท่าเรือและถนนเส้นนี้คึกคักเหลือเกิน มีร้านค้า แผงลอยของขายเยอะแยะ แม้แต่หลังบ้านเองเราก็ยังเห็นแม่บ้านนั่งซักผ้า หมาเดินเข้าบ้าน  เด็กวิ่งเล่นกันอลหม่าน...


            แม้จะอยู่นิ่งๆ แต่โมเดลนี้ก็มีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างน่าประหลาด แม้ไม่มีตัว อักษรให้อ่านสักคำแต่ก็เล่าเรื่องราวชีวิตของคนไชน่าทาวน์ที่นี่ได้แบบมีชีวิตลึกซึ้งที่สุด  โดยเปิดพื้นที่ให้จินตนาการของผู้ดูได้ทำงาน... และตอนนี้ผมเหมือนจะ ใช้จินตนาการ นานและมากไปหน่อย พลอยเห็นตุ๊กตาเหล่านั้นเดินเพ่นพ่านไปมาเหมือนมีชีวิต
               ไม่รู้ว่าจิ้นไปเอง หรือเป็นจริง  แต่ที่รู้ๆ คือขอถอดตัวจากจินตนาการก่อน และยกมือไหว้ศาลเบาๆ ด้วยความเคารพ
            ในศาลเก่า นี้ยังมีสารเก่า เล่าเรื่องอีกมาก นอกจากข้าวของโบราณที่ไม่ได้สวยงาม และจัดอย่างประณีตมากอย่างที่จัดแสดงใน ACM Asian Civilization Museum แต่ก็โคตรเรียลแบบไม่มีจริตเลย เช่น ลูกคิด ตราช่าง กะทะที่ทั้งหมดสภาพเหมือนใช้งานมาอย่างทรหด  หนังสือ สมุด ภาพอักษรเก่าจนเหลือง  ตารางหมากลุกกระดาษที่ใช้ผ้าเครื่องดื่มแทนเบี้ย  ตุ๊กตุ่นของเล่นพลาสติก และที่ทำเอาไม่อยากจ้องนานคือพาสสปอร์ตเก่าของชาวจีน หลายเวอร์ชั่นในสภาพสมบูรณ์มากซึ่งถ้าอ่านภาษาจีนออกคุณจะรู้เลยว่าเขาเหล่านั้นชื่อแซ่อะไร เป็นคนที่ไหน และเข้ามาในสิงคโปร์ตั้งแต่เมื่อไหร่  ดูจากรูปภาพเจ้าของพาสสปอตวันหนุ่มสาวที่ติดอยู่นั้นเดาได้ไม่ยากว่าพวกเขาน่าจะไม่มีอายุยืนยาวถึงปัจจุบันแล้ว

            ในศาลเจ้าขณะนี้ มีสิ่งมีชีวิตเดียวที่เพ่นพ่านอยู่คือผมครับ!!! แต่พอลองมองไปดีๆ ตามซอกมุม ก็พบว่าผมไม่ได้รอดพ้นจากสายตาของกล้องวงจรปิดที่ซ่อนตัวอยู่เกลื่อน แม้สิงคโปร์จะเคลมตัวเองว่าประเทศไอไม่มียุง แต่สิ่งที่ชุกชุมกว่ายุง ผมคอนเฟิร์มว่าคือกล้องวงจรปิด
            ผมกับความตั้งใจที่ได้มาศาลเจ้า “ฟุก ตั๊ก กี” (Fuk Tak Chi)  แม้จะไม่ใหญ่โต แต่ศาลเก่าที่นี่ ก็สืบสานสารเก่าๆ ให้กลับมามีชีวิตใหม่ได้สมบูรณ์เต็มอิ่มภาย ใต้ บรรยากาศที่แสนจะจริง อรรถรสจึงต่างจากการจัดแสดงแบบ “ของจริงภายใต้บรรยากาศจำลอง” ตามพิพิธภัณฑ์อย่างสิ้นเชิง
            เพื่อยืนยันว่าผมได้มาที่นี่จริงๆ  ผมต้องจัด Self Protrate สักภาพ!!! จำเดียวที่น่าจะเหมาะคือเอากล้องตั้งไว้ตรงธรณีประตู หันกล้องเข้ามาในศาลเจ้า มีอ่างหินเป็นฉากหน้า  มีโมเดลและแท่นบูชาเป็นฉากหลัง ส่วนผมนั่งอยู่กับพื้นศาลเจ้า
หลังจากกดชัตเตอร์ ไฟเริ่มกระพริบ เมื่อครับครั้งที่
10 รูรับแสดงหุบลงและอ้าออกบอกสัญญาณว่าถ่ายเสร็จสิ้น
            แล้วชายหญิงคู่หญิงก็เดินก้าวเข้าข้ามธรณีประตูเข้ามา และไม่วายที่จะแวะแตะกล้องผมกลิ้งหลุนๆ ลงมาที่พื้นด้วย
            สำหรับพวกเขา คงงงล่ะสิว่าทำไมกล้องมันถึงไปตั้งตรงนั้น !!!
            “คนรุ่นเก่าก็งี้ ไม่เข้าใจพฤติกรรม Gen Y บ้างเลยนะ...ชิส์ (กล้องกรู TT)
           

            เมื่อดื่มด่ำกับสารเก่าที่ศาลเก่า ผมก็มีภาระกิจที่ต้องสานต่อ นั่นคือรีบไปหาพี่โทและพี่เอสที่คลาคคีย์ ซึ่งตอนนี้น่าจะกลับมาจาก Universal Studio แล้ว ส่วนนุ๊กตอนนี้ขาดการติดต่ออย่างสิ้นเชิงทาง Line แต่ก็ปรากฏสัญญาณชีพ ใน IG
           
            ( ภาพนุ๊กเล่น  Casino จาก  10$ ได้มา 40$)
           
            รู้แบบนี้ ผมยิ่งพยายามนัดนุ๊กให้มาสมทบกับเรา (จะได้ให้มาเลี้ยงข้าว...555)
           
ขากลับไม่ง่ายเหมือนขาไป ไม่รู้ทำไมถึงไม่หลง เดินกลับมาทางเก่า เจอป้ายบอกทางเดินไป“Far East Square” แหล่งชอปปิ้งกินดื่มฮอตในย่านนี้ และขอรี่ไปเช็คอินให้เห็นกับตาเสียหน่อย
            “Far East Square” ตอนรับเราด้วยตุ๊กตารูปเด็กกำลังแตะตะกร้อ (หรืออะไรสักอย่างที่ดูเหมือนลูกขนไก่แบตมินตัน) จากเท่าที่ประเมินย่านนี้ก็เป็นตึก แถวเก่าๆ สวยๆ แบบชอปเฮ้าส์แสนคลาสสิค ไม่มีอะไรใช้ชอปเพราะส่วนใหญ่ ที่นี่เปิดเป็นร้านอาหาร  บรรยายการดี  ประดับไฟสวยงาม แถมยังทำหลังคาคลุมตึก ทั้งหมด ไว้ไม่ให้โดนแดดโดนฝน ทำให้ที่นี่ดูชิลๆ มาก  แต่ท่าจะชิบเกิน เพราะแทบจะ ไม่มีคนเดิน...อ๋อ พูดผิด มีคนเดินครับ
            ผมนี่ไงคนนึง!!!!
           

            หลังจากจับรถไฟฟ้าจาก Chinatown มาลง Clarke Quay  (ซึ่งก็แค่สถานีเดียวเท่านั้นเอง) ชั่วเวลาต้มมาม่าสุก ผมก็มาสมทบกับพี่โท พี่เอส เรียบร้อยแล้ว  สำหรับพี่ทั้ง 2 คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายครับ จึงอยากจะเที่ยวสไตล์หนุ่ม โสดโดย เล็งที่ผับบาร์ หรือร้านชิลๆ สักร้าน เพื่อสัมผัสบรรยากาศชีวิตกลางคืน ของชาวหนุ่มสาว สิงโต.... สำหรับผมที่เคยเที่ยวผับแบบดึกสุดคือการไปเต้นบัสสลบ ที่ลาว ณ​ ดาวคาเฟ่ หลวงพระบาง (ซึ่งผับปิด 4 ทุ่ม!!!!)  ไหนๆ ก็มาแล้ว ก็ขอตามสมทบพี่ชายทั้ง 2 แล้วกัน
            พี่โท พี่เอส เดินสำรวจคลาคคีย์จนครบทุกซอย พบว่าที่นี่มีร้านกลางคืนหลาย บรรยากาศ มาก เริ่มตั้งแต่ร้านอาหารชิลๆ เปิดรับลมริมแม่น้ำ ลานเบียร์กลางแจ้ง ร้านอารมณ์ไนท์คลับฟังเพลงชิลๆ  ไปจนถึงผับแบบตึ๊ดๆ ที่มิดชิดต้องเดินเข้า ไปถึงจะ รู้ว่าบรรยากาศข้างในเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องการตกแต่งของแต่ละร้านก็ แตกต่างกันไป ตามคอนเซ็ปของร้านที่ตั้งไว้... และเพราะความหลากหลายนี่เอง ที่ทำให้ 2 พี่ชายงง จนเลือกไม่ถูกและในที่สุดแผนการสำรวจชีวิตราตรี ก็มีอันต้องโยนลงน้ำในท่าเรือคลาคคีย์นี่เอง!

เราเดินดูนั่นดูนี่กันอยู่สักพักใหญ่มาก พี่โทเหมือนอยากจะล่องเรือดูวิวอ่าวมาริ น่ายาม ค่ำคืน   แต่หลังจากยึกๆ ยักๆ อยู่นานก็ตัดใจไม่ลงเรือ เราจึงตัดสินใจ ลงรถไฟ กลับโรงแรม แต่ก่อนกลับพี่ๆ  ทั้งสองก็ขอเติมท้องด้วยการแวะ เบอร์เกอร์ คิงจัดชุดใหญ่ กลับไปกินที่ห้องกันแบบไม่กลัวอ้วน
           
            หลังจากถึงโรงแรมสักพักโทรศัพท์ในห้องก็ดังขึ้น พอรับสายก็รู้ว่า เป็นพี่โทโทร มาทักทาย  ผลเลยชวนพี่โทมาคุยกันที่ห้องเสียเลย และไม่นานหลังจากวางสายพี่โท ก็เคาะประตูอยู่หน้าห้องเสียแล้ว  ผมเปิดรับและพาทัวร์สำรวจห้อง (เดินแค่ 7-8 ก้าวก็ทั่วห้องแล้ว) และเปรยๆ ว่าวิวห้องผมสวยกว่า เราคุยกันสักพักและจบลงด้วยการอวยพรให้พี่เดินทางกลับประเทศไทยโดยสวัสดิภาพ
แต่ก่อนจาก ก็มีฉากซึ้งได้จดจำ พี่โทมีของฝากก่อนจากลา
            มันคือ.....บัตรเติมเงิน Kopitiam หน้าโรงแรม
            “โห...ซื้อบัตรเติมเงินเลยหลอพี่”
            “อืม  ตอนแรกนึกว่าเขาไม่ใช้เงินสด แล้วเห็นตู้ ก็เลยซื้อบัตร”
            “เอิ่บพี่... เขาใช้เงินสดได้....”
            “นั่นแหละ ในบัตรเหลือเงินไม่เท่าไหร่... เอาไปให้แล้วกันนะ พี่ให้”
           
            เล่าเลยก็ได้ว่า หลังจากนั้นบัตรนั้นผมไม่ได้เช็คเงินว่าเหลือเท่าไหร่ และไม่ได้เอาไปเติมเงินใช้ต่อ เก็บผมถือว่าบัตรนี้เป็นของที่ระลึกสำหรับการเริ่มต้น มิตรภาพระหว่างเรา ที่ต้องสานกันไปเรื่อยๆ เหมือนบัตรที่เติมตังค์ได้ไม่รู้จบ
            ดูมีความหมายเนอะ ว่ามะ!!!!
           
            ส่วนนุ๊ก เพื่อนอีกคนที่ใจง่ายร่วมทริปกันมา แม้ติดต่อทางไลน์ไม่ได้แล้วตอนนี้ แต่ก็ยังบอกพวกเราผ่าน IG ว่า ก่อนเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้เช้า เขาได้ทำสิ่งที่หวังไว้ในทริปนี้สำเร็จแล้ว

            

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เรื่องย่อ “Frozen” (Disney's) โฟรเซ่น - ผจญภัยแดนคำสาปราชินีหิมะ” : จากมุมมองของผม หลังชม (review)

รองเท้านักเรียน ที่พาเราขบถเล็กๆ แบบเท่ๆ (รีวิวร้องเท้านักเรียนปี 2557)

สไปร์ท ฮอร์โมน : ซ่าๆ ใสๆ (กินสไปร์ท ต้องใส่ถุง) : (Hormones วัยว้าวุ่น เดอะซีรีย์)